Search this site

Sunday, 5 February 2017

ทำความเข้าใจกับ Intel Core i3, Core i5, Core i7 ว่าจะเลือกใช้อะไรดี

สวัสดีครับ เพื่อนๆ หลายคนที่เคยซื้อ หรือกำลังจะซื้อคอมพิวเตอร์จะต้องเคยนึกงงกันบ้างไม่มากก็น้อยว่าควรเลือกคอมพิวเตอร์ (Desktop/ Laptop/ Tablet/ etc) ที่ใช้ CPU อะไรดี เพราะมีให้เลือกมากมายหลายหลาก แถมมีเลขอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ ชวนให้งง ครั้นจะเลือกเองก็กลัวเลือกผิด ส่วนมากก็จะใช้วิธี "ถาม" เพื่อให้ผู้รู้ (หรือผู้คิดว่าตัวเองรู้) ทั้งหลายทำการ "ชี้เป้า" วันนี้ผมเลยอยากแชร์วิธีการพิจารณาด้วยตัวเองในเบื้องต้นดูครับ

วันนี้จะเน้นไปที่ตระกูล Core i นะครับ ซึ่งในปัจจุบัน Intel ได้รวม Core M เข้าไปในตระกูล Core i แล้ว (เพราะ Core M ชื่อเสียงไม่ค่อยดี ทำอะไรไม่เนียนเลย พับผ่าสิ) ส่วนพวก Atom นั้นเหมือนจะโดน Intel ทอดทิ้ง และอยู่คนละกลุ่มชัดเจน เลยขอละไว้ก่อนในฐานที่เข้าใจ


Intel Core i3, Core i5, Core i7

จริงๆ แล้วทั้งสาม Series มีรายละเอียดที่ต่างกันเยอะมาก วันนี้ผมไม่ได้ต้องการจะลงลึกไปมากนัก (เพราะคนที่รู้ก็คงรู้อยู่แล้ว)  แต่โดยสรุปแล้วต่างกันประมาณนี้ครับ




  • Core i3 คือ Dual-core processors with hyper-threading.
  • Core i5 คือ Quad-core processors without hyper-threading.
  • Core i7 คือ Quad-core processors with hyper-threading.
  • (ที่มา: windowscentral)

    นอกจากนี้ ที่สำคัญ คือ Core i3 นั้นไม่รองรับเทคโนโลยี Turbo Boost ของ Intel ทำให้จะทำงานบางอย่างได้ไม่ดีเท่า ทำให้ Core i3 นั้นเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการใช้งานหนักมาก ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ Intel ใส่ hyper-threading มาให้ใน Core i3 ก็ทำให้มันสามารถรองรับงานหนักได้ระดับหนึ่งเหมือนกันครับ ถ้าจะใช้งานพวก Email, MS Word, Social app ต่างๆ, เล่น internet หรือเล่นเกมทั่วๆ ไปนั้น Core i3 ก็เพียงพอเหลือแหล่แล้วครับ ไม่ต้องเผื่อ เพราะนานๆ ใช้ทีอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่เสียเพิ่มไปครับ

    ส่วน Core i5 นั้นเป็นแบบ Quad-core ที่ไม่มี hyper-threading การที่มี 4 Cores นั้นทำให้ Core i5 ทำงานได้ตามที่ Windows ของเราต้องการได้ดีขึ้นอีกเยอะมาก ทำให้ Core i5 นั้นเหมาะกับงาน Productivity และการเล่นเกมส่วนใหญ่ ถ้าการใข้งานของเราประมาณนี้ Core i5 ก็พอแล้วครับ เอางบที่เหลือไปลงกับ GPU, RAM, SSD จะดีกว่า

    แต่สำหรับคนที่ใช้งานหนักกว่าคนทั่วไป เช่น คนที่ต้องตัดต่อวีดีโอ หรือรูปภาพ หนักๆ คงยินดีที่จะเลือก Core i7 กันอยู่แล้ว เพราะเวลาประมวลผล/ render ที่น้อยลง จะทำให้ทำงานได้เร็วทันใจขึ้นมาก เพราะมี hyper-threading ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นไปอีก อ้อ สำหรับงานสายโหดที่ Core i7 ธรรมดาเอาไม่อยู่ ผมอยากบอกว่า Intel มี Core i7 ที่มี 6 cores, 8 cores, หรือ 10 cores ให้เลือกหากันด้วยนะครับ



    ตัวเลขรุ่นด้านหลัง Core i ทั้งหลายล่ะ หมายความว่าอย่างไร?
    เชื่อว่าหลายๆ คนถ้าแค่ดูรหัสคงดูไม่ออกว่า Core i5-6400 กับ i5-7600K นั้นต่างกันอย่างไร ซึ่งเราสามารถดูได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ

    Core i5-ABBBC

    Aคือ generation ครับ i5-6400 ก็คือ 6th generation ส่วน i5-7600K ก็คือ 7th generation หรือเป็นรุ่นใหม่กว่านั่นเอง

    BBB คือ ความแรงของรุ่นนั้นๆ เมื่อเทียบกับ processor ในรุ่นเดียวกัน เช่น i5-7600 จะแรงกว่า i5-7500 ครับ

    ส่วน C นั้น เป็นการบอกถึงลักษณะเฉพาะของ processor นั้นๆ เช่น



  • H - High-performance graphics
  • K - Unlocked for overclocking
  • Q - Quad-core (four physical cores)
  • T - Optimized for efficient desktop computing
  • U - Ultra low power, usually found on laptop processors (slower than desktop chips)


  • เพิ่มเติมสำหรับ Intel Core i5 & i7 ใน 7th generation นี้ Intel จงใจทำให้เรา "งง" ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย โดยเฉพาะการนำเอา Core M มารวมเข้ากับ Core i ใน 7th generation นี้นะครับ (เข้าใจว่าเกิดจากการที่มันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก และมีความเข้าใจว่าประสิทธิภาพของมันไม่ดีนัก - ซึ่งก็จริง) โดยจะมีรหัส Y อยู่ในรหัสตัวที่ 2 เช่น Core i5-7Y54, Core i7-7Y75

    ดังนั้น ถ้าเราเห็น Laptop core i5-7Ybb ขึ้นมา ให้พึงระวังไว้ ว่าคุณกำลังซื้อ Core M5 นะครับ ที่แย่กว่านั้น ถ้าคุณจะซื้อ Core i7-7Ybb แล้วล่ะก็ คุณกำลังซื้อ Core M7 ซึ่งแน่นอนว่า ประสิทธิภาพจะต่างจากที่คุณคาดไว้ลิบลับเลยทีเดียว


    Sunday, 22 January 2017

    ปรับแต่งการใช้งานบน Battery ใน Windows 10 ให้ใช้งานได้นานขึ้น - ปรับการทำงานเบื้องหลัง

    สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ใช้ Windows 10 Laptop/ Tablet/ 2-in-1 แล้วรู้สึกว่า "แบตหมดเร็ว" วันนี้ผมมี Tips เล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันครับ

    ก่อนอื่น ขอบอกก่อนนะครับว่าวิธีการทำให้ Battery ใช้ได้นานขึ้นใน Windows 10 นั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างมาก ตั้งแต่ hardware ที่มี, Windows 10 version ต่างๆ กัน, Programme/ Game/ App ที่ลงไว้ในเครื่อง ซึ่งเอาจริงๆ คงจะไม่มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียวที่จะช่วยได้ ครั้งนี้ผมเลยจะขอเขียนถึงการปรับทำงานเบื้องหลัง ซึ่งหลายๆ คน อาจจะไม่ทราบว่ามันมีผลพอสมควรทีเดียว

    การปรับการทำงานเบื้องหลังของ Windows 10 Anniversary Update (version 1607)

    หลังจาก Windows 10 Anniversary Update นั้น การปรับการทำงานเบื้องหลังใน Settings มีอยู่ 2 ที่ครับ (เอาจริงๆ มันควรมีที่เดียวนะ รอดูกันต่อไปครับว่า Microsoft จะเปลี่ยนตรงนี้หรือไม่)
    1. ปรับใน Battery Settings
    2. ปรับใน Background apps Settings

    การปรับการทำงานเบื้องหลังใน Battery Settings

    1. กด Settings
    2. เลือก System
    3. เลือก Battery
    4. เลือก Battery usage by app ซึ่ง Windows 10 จะคำนวณแอพที่ใช้ปริมาณแบตเตอรี่ของเรา
    5. เลือกว่าจะให้แสดง แอพที่มีการใช้, แอพที่มาจาก store ทั้งหมด, หรือแอพที่เราเคยเลือกให้ทำงานเบื้องหลังได้ตลอดเวลา
    6. จากนั้น เลือกแอพที่เราต้องการปรับตั้งค่า โดยควรเริ่มพิจารณาจากแอพที่มีการใช้งานสูงๆ ก่อน (ในที่นี้ผมเลือก Facebook เพราะทุกคนรู้จัก :D) Windows 10 จะคำนวณให้ว่าแอพดังกล่าวใช้แบตของเรากี่ % จากการใช้งานของเรา (in use) และกี่ % จากการทำงานเบื้องหลัง (background)
    7. เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะให้แอพนั้นๆ สามารถทำงานเบื้องหลังได้มากนั้นขนาดไหน
      1. Always allow - แอพจะทำงานเบื้องหลังได้ตลอดแม้ว่าจะเปิด "Battery saver mode"
      2. Managed by Windows - ให้วินโดวส์จัดการให้ อันนี้ไม่เคลียร์ แต่เท่าที่ดู เข้าใจว่า เวลาปกติ แอพจะทำงานเบื้องหลัง แต่ถ้าเปิด "Battery saver mode" แอพจะหยุดทำงานเบื้องหลัง
      3. Never allowed - แอพจะไม่สามารถทำงานเบื้องหลังได้ (ประหยัดพลังงานที่สุด)


    การปรับการทำงานเบื้องหลังใน Background apps Settings

    1. กด Settings
    2. เลือก Privacy
    3. เลือก Background apps
    4. Windows จะมีรายการ App ทั้งหลาย พร้อมทั้งสถานะว่าแอพนั้นๆ ได้รับอนุญาตให้ทำงานเบื้องหลัง (รับส่งข้อมูล, แจ้งเตือน เป็นต้น) โดยหากเราไม่อยากให้แอพนั้นๆ ทำงานเบื้องหลัง (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย หรือเรื่องแบตเตอรี่) เราสามารถปิดมันได้ตรงนี้ด้วยครับ


    เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถควบคุมการทำงานของแอพต่างๆ ในเบื้องหลังให้เป็นไปตามที่เราต้องการ และหวังว่าจะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ออกไปอีก ไม่มากก็น้อยครับ

    จะเห็นได้ว่า กระบวนการนี้ ใช้ได้กับ App/ Programme ที่เราโหลดจาก Windows Store เป็นหลักนะครับ นั่นหมายว่า ใน Windows 10 นี้ การใช้ Windows store app จะช่วยให้เราบริหารการใช้แบตเตอรี่ได้ด้วยตัวเรานะครับ ใครที่อยากให้ battery ใช้ได้นานๆ ควรใช้ Windows store app แทนที่ App/ programme ปกตินะครับ














    Tuesday, 10 January 2017

    ความแตกต่างของความจุ Drive ต่างๆ ระหว่างหน้ากล่องและที่แสดงใน Windows

    สวัสดีครับ หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเวลาเราซื้อ Hard disk, Flash Drive หรือ Micro SD card นั้นพอเราเปิดดูมันใน Windows 10 (จริงๆ เป็นเหมือนกันทุก Windows ครับ) จะเห็นว่า Drive ที่เราซื้อมานั้นมีขนาดเล็กกว่าที่เขียนไว้ข้างกล่อง บางทีพื้นที่หายไปก็มากอยู่ เราโดนหลอกหรือไม่ วันนี้ผมมีที่มาที่ไป และวิธีคำนวณง่ายๆ มาให้ดูกันครับ

    ความจุของ Drive บนฉลาก
    ความจุของ Drive ที่แสดงบน Windows
    ถ้าเราอ่านละเอียดๆ จะเห็นว่าผู้ผลิต Drive ต่างๆ จะมีเขียนตัวเล็กๆ ว่า 1 GB = 1,000,000,000 bytes ซึ่งหมายถึงการใช้เลขฐานสิบ (Decimal) ที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาโฆษณาความจุของ Drive ที่เราซื้อ

    สำหรับการแสดงความจุของ Drive ต่างๆ บน Windows นั้น จะใช้เลขฐานสอง (Binary) ซึ่งคอมพิวเตอร์ใช้มาตั้งแต่ยุคแรกๆ เนื่องจากคอมพิวเตอร์มองทุกอย่างเป็น 0 และ 1  ดังนั้น
    1 Kilo byte จึงเท่ากับ 2^10 = 1024 bytes
    1 Mega byte จึงเท่ากับ 2^20 = 1024 x 1024 = 1,048,576 bytes
    1 Giga byte จึงเท่ากับ 2^30 = 1024 x 1024 x 1024 = 1,073,741,824 bytes

    ดังนั้น สำหรับหน่วยความจำขนาด 1 GB จะเห็นว่าจะมีผลต่างอยู่ที่ 73,741,824 bytes เมื่อแสดงผลบน Windows นั่นเองครับ

    ซึ่งนั่นจะทำให้ Windows คำนวณออกมาว่าหน่วยความจำขนาด 32 GB ที่ระบุโดยผู้ผลิตนั้น จะแสดงผลออกมาเป็น 32,000,000,000 / 1,073,741,824 = 29.8 GB พอดีเป๊ะอย่างในรูปด้านบนครับ

    เรื่องแสดงผลต่างกันนี่มีมาหลายสิบปีแล้วครับ ตอนนี้คงต้องทำความเข้าใจไปก่อน

    มีตลกฝรั่งสมัยก่อนบอกว่าความแตกต่างของโปรแกรมเมอร์มือใหม่และโปรแกรมเมอร์มือโปร นั้น คือ มือใหม่นั้นเชื่อว่า 1 kilobytes เท่ากับ 1000 bytes ส่วนมือโปรนั้นเชื่อว่า 1 kilometre เท่ากับ 1024 metres 😋