Search this site

Saturday, 5 January 2019

ทำความรู้จักกับ WIFI router: Single-Band, Dual-Band, Tri-Band ก่อนเลือกซื้อ


สวัสดีครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังคิดจะเลือกซื้อ WIFI router เพื่อใช้ในบ้านหรือที่ทำงานนั้น เรื่องที่ผมจะมาพูดถึงวันนี้น่าสนใจมากครับ ผมคิดว่ามันจะมีส่วนช่วยให้ตัดสินใจเลือกซื้อ WIFI router ที่เหมาะสมทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพ และงบประมาณได้เป็นอย่างดีทีเดียว (วันนี้โทนมาดูเป็นทางการเนอะ... ใช่แล้วครับ บทความนี้เป็นบทความให้ความรู้ ^^)

ทำไมถึงต้องซื้อ WIFI router ในเมื่อผู้ให้บริการก็มักจะให้มาด้วย



ในเมืองไทยนั้น ผู้ให้บริการ Internet ตามบ้าน มักจะให้ Router มาด้วย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องไปนั่งปวดหัวเลือกซื้อ WIFI Router ที่อาจเข้ากันได้ หรือเข้ากันไม่ได้กับผู้ให้บริการ Internet รายนั้นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย ซึ่งในเรื่องนี้ผมเห็นด้วยที่ผู้ให้บริการในบ้านเราทำอย่างนี้นะครับ เพราะเท่ากับว่ามันลดความยุ่งยากซับซ้อน และปัญหาในการติดตั้งของผู้ใช้งานลงได้เกือบทั้งหมดเลยทีเดียว ที่บ้านผมเองก็ใช้ Router ที่ผู้ให้บริการให้มาด้วยนี่ล่ะครับ ก็ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว สัญญาณแรงใช้ได้ ความเร็วก็มาเป็นปกติ

แล้วทำไมถึงมานั่งปวดหัวในการเปลี่ยน / หรือซื้อเพิ่มล่ะ?

ผมเองก็คิดเช่นนั้น ก็เลยใช้ของ standard มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม standard Router ที่แถมมาให้นั้น มักเป็นตัวที่เป็น Standard จริงๆ และเหมาะกับบ้านหรือที่ทำงานที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และมีผู้ใช้งานไม่เยอะมาก ซึ่งสถานการณ์จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงหากเรามีบ้านใหญ่ๆ หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก ยิ่งเป็นที่ทำงานยิ่งแล้วใหญ่ สถานที่กว้างขวาง มีหลายชั้น ไม่มีทางที่ WIFI router แค่ตัวเดียวจะรองรับการใช้งานได้หมดอย่างแน่นอน ดังนั้น ความต้องการ WIFI Router จึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ในราคาที่ต่างกันมากตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปถึงหลักหมื่น

แล้วเราจะเลือกซื้ออย่างไรล่ะ?



WIFI router แบ่งได้เป็นกี่ประเภทหลักๆ อะไรบ้าง

เมื่อพูดถึงเรื่องขนาดของสถานที่ และจำนวนผู้ใช้งานแล้ว ผมขอแบ่ง WIFI router ตามจำนวน Band ครับ โดยมันจะแบ่งเป็น Single-Band, Dual-Band, Tri-Band

ลองดู WIFI router ใน Lazada

Single-Band WIFI Router: ราคาถูกแต่ประสิทธิภาพจำกัด



Single-Band WIFI Router นั้น ทำงานอยู่ที่คลื่นความถี่เดียว คือ 2.4 GHz โดยมักจะรองรับมาตรฐาน 802.11a/b/g เป็นอย่างน้อย (มาตรฐาน 802.11g กำหนดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 นู่นเลยครับ เก่าพอสมควรแล้ว) มาตรฐานนี้รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 54 Mbps (Mega bit per second)

แต่ถ้า Router ที่ใหม่ๆ หน่อยก็มักจะรองรับมาตรฐาน 802.11a/b/g/n ซึ่งมาตรฐาน 802.11n นี้ รองรับความเร็วสูงสุดในทางทฤษฎีได้ถึง 800 Mbps (ผมเน้นคำว่าโดยทฤษฎีอีกครั้ง พอใช้งานจริงแล้ว มันยากมากที่ n จะทำความเร็วได้ถึงขนาดนั้น)

ข้อดีของ Single-Band WIFI Router ก็คือมันราคาถูก, สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์ WIFI ทุกประเภท (เนื่องจากเป็นมาตรฐานเก่ามากแล้ว), และการที่ใช้ความถี่ที่ 2.4 GHz นั้น ก็ช่วยให้สัญญาณ WIFI สามารถทะลุทะลวงพวกผนัง กำแพง ประตู และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้ดีกว่า หรือง่ายๆ ว่า สัญญาณไปได้ไกลกว่านั่นเอง

ส่วนข้อเสียของ Single-Band WIFI Router ก็คือ มันมีความเร็วที่ช้ากว่า Router ประเภทอื่นๆ, เนื่องจากเป็นมาตรฐานเก่า มีคนใช้มาก จึงมักเจอสัญญาณกวนได้มากกว่า, รวมถึงไม่รองรับความสมบัติใหม่ๆ เช่น MU-MIMO เป็นต้น

Dual-Band WIFI Router: ประสิทธิภาพดี ในราคาที่ยอมรับได้



Dual-Band WIFI Router นั้น ตามชื่อของมันเลยว่าทำงานบนสองคลื่นความถี่ ความถี่แรกก็คือความถี่ 2.4 GHz แบบเดียวกับ Single-Band WIFI Router ตามที่อธิบายไว้ด้านบน และเพิ่มคลื่นที่สอง บนมาตรฐาน 802.11ac ที่ทำงานบนคลื่นความถี่ 5 GHz อีกหนึ่งคลื่น ซึ่งมาตรฐาน 802.11ac นี้ รองรับความเร็วสูงสุดในทางทฤษฎีได้ถึง 2,167 Mbps (ย้ำนะครับ ว่าเป็นตัวเลขโดยทฤษฎีอีกแล้ว)

สำหรับบ้านและสำนักงานที่ไม่ใหญ่มาก การที่ Router รองรับคลื่นความถี่ 5 GHz นั้น เป็นจุดที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง เพราะเสมือนมีทางด่วนเปิดใหม่ ยังไม่ค่อยมีคนใช้เพิ่มเติมขึ้นมาลดความแออัดในคลื่น 2.4 GHz นั่นเองครับ

นอกจากนี้แล้ว Dual-Band WIFI Router บางรุ่นยังรองรับเทคโนโลยี MU-MIMO อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยี MU-MIMO นี้จะช่วยให้การที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อ WIFI พร้อมกันหลายๆ เครื่องนั้น มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไม่ต้องรอคิวนานเพราะอุปกรณ์ WIFI ดั้งเดิม จะส่งสัญญาณไปได้ทีละอุปกรณ์เท่านั้น ซึ่งการที่มี MU-MIMO นั้นจะช่วยให้บ้าน/ ออฟฟิศที่ใช้งาน internet พร้อมๆ กันหลายๆ เครื่องนั้นสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น

ข้อดีของ Dual-Band WIFI Router ก็คือ เนื่องจากการที่มันเป็นมาตรฐานหลักในปัจจุบันทำให้ราคาแพงขึ้นจาก Single-band ไม่มากนัก, อุปกรณ์มาตรฐานใหม่นี้จะช่วยให้มีระยะและความเสถียรมากขึ้น, เข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่รองรับ 5 GHz band เช่น Smartphone, Laptop รุ่นใหม่ๆ, และแน่นอนที่สุดก็คือมี bandwidth มากกว่า Single-band WIFI router หนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

ส่วนข้อเสียของ Dual-Band WIFI Router ก็คือ การรบรวนของคลื่น 5 GHz ที่จะมีอุปกรณ์ใช้งานมากขึ้นในอนาคต, ความเร็วจะลดลงเมื่อมีอุปกรณ์จำนวนมากเชื่อมต่อกับ WIFI พร้อมๆ กัน, รวมถึงการที่คลื่น 5 GHz มีระยะทำการที่น้อยกว่า 2.4 GHz เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งกีดขวางมาก (ผนัง, ประตู, เฟอร์นิเจอร์, etc.)

Tri-Band WIFI Router: ซื้อเผื่ออนาคตสำหรับ power users



Tri-Band WIFI router นี้เพิ่งเปิดตัวมาไม่นานนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุดในระดับ Gigabit (อาจสูงถึง 4,000 Gbps บนคลื่น 5 GHz) โดยที่ "tri-band" หมายถึง มี 2.4 GHz 1 band และ 5 GHz 2 bands นั่นเอง

การที่มี 2 bands นั้น จะช่วยให้ลดการรบกวนลงได้มากเมื่อเทียบกับ Dual-Band WIFI Router ซึ่งแน่นอนว่า เหมือนมี Highway สำหรับคลื่น 5 GHz เพิ่มมาอีกหนึ่งเส้นทาง ทำให้ Tri-Band WIFI Router นี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการซื้อ WIFI router แล้วใช้งานยาวๆ กันไปนะครับ

ข้อดีของ Tri-Band WIFI Router ก็คือ รองรับการเชื่อมต่อหลายๆ อุปกรณ์ได้โดยส่งผลต่อความเร็วของ WIFI น้อยกว่า Dual-band, มี Bandwidth เพิ่มจาก Single-band และ Dual-band, สามารถกำหนดได้ว่าอุปกรณ์ไหนจะให้เชื่อมต่อกับ Band ไหน. มีการรบกวนน้อยลง, อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ จะช่วยให้ MU-MIMO ทำงานได้ดีขึ้น

ส่วนข้อเสียของ Tri-Band WIFI Router นั้น แน่นอนว่าราคาสูงมากเมื่อเทียบกับสองประเภทข้างต้น, และถ้าเราไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับคลื่น 5 GHz ได้ ก็ถือว่า "เสียของ" นั่นแหละครับ

ลองดู WIFI router ใน Lazada

เรื่องของการต่อ WIFI ไปเพิ่มหลายๆ จุดภายในบ้าน

การเลือก Single-, Dual-, Tri-Band WIFI Router นั้น เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานพร้อมๆ กันไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความครอบคลุมของสัญญาณไปได้ แต่หากจะเขียนถึงเรื่องนี้จริงๆ คงต้องแยกไปเขียนเป็นบทความอีกบทความหนึ่ง เพราะมันจะยาวมาก อย่างไรก็ตาม ขอสรุปวิธีการเพิ่ม WIFI หลายๆ จุดในบ้านไว้ ประมาณนี้ครับ หากใครต้องการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ในระหว่างที่ผมยังไม่มีเวลามารวบรวมข้อมูลให้ สามารถ Google ไปพลางๆ ก่อนได้ดังนี้ครับ
  • ซื้อ Router เพิ่มแล้วเดินสาย LAN ต่อจาก Router เดิม ซึ่งเลือกประเภท router ได้ตามด้านบนครับ วิธีนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ต้องมีการเดินทาง LAN ซึ่งหลายๆ คน ไม่สามารถทำเองได้
  • ซื้อ WIFI extender เป็นเครื่องที่รับสัญญาณ WIFI จากเครื่องหลักมา แล้วกระจายต่ออีกที วิธีนี้ทำได้ง่ายที่สุด แต่ก็ทำให้ความเร็วลดลงมาก รวมถึง Ping ก็เพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน
  • ทำ MESH WIFI เป็นการสร้างเครื่อข่ายในบ้านกันเอง เจ้าตัว MESH WIFI router จะรับส่งข้อมูลจากเครื่องหลัก และ MESH ด้วยกันเอง วิธีนี้ความเร็วที่ลดลง จะน้อยกว่า WIFI extender ครับ

Story source: Linksys
Image sources: linksys.com, podfeet.com, popeyegood.tistory.com, superawesomevectors.deviantart.com, enriquedans.com

Tuesday, 18 December 2018

Dark mode everything - ลองหรือยังกับดาร์กโหมดต่างๆ ใน WIndows 10 v1809, Office 365, Outlook


สวัสดีครับ วันนี้ผมจะขอมาพูดถึง dark mode สำหรับแฟนๆ Windows 10 สายดาร์ก (ผมเอง ^^) ว่ามันมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเยอะมาก และทำให้ประสบการณ์การใช้งาน Dark mode นั้น เนียนกว่าเดิมมาก และมันมาพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น Windows 10 v1809, Office 365, Outlook web app เรามาดูกันดีกว่าครับ

Dark mode - ทำไมต้องสายดาร์ก

Windows 10 นั้นออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีการแสดงผลในหน้าจอสมัยใหม่ ที่คมชัด มี contrast สูงๆ สีดำจะดำสนิท สีขาวจะขาวจั๊วะ และหน้าจอก็สว่างมากกว่าสมัยก่อนมาก อย่าง IPS LCD หรือ AMOLED ซึ่งข้อดีของหน้าจอเหล่านี้ คือ ความคมชัด และสีสันตรงความจริง อย่างไรก็ตาม หากใช้งานในที่แสงค่อนข้างน้อยเป็นเวลานาน หลายๆ คนจะพบว่ามันทำให้ปวดตา ตาพร่า ก็ว่าไป จึงเป็นที่มาของการพยายามสร้าง Dark mode ขึ้นใน Windows 10 ตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างไรก็ตาม Dark mode ของ Windows 10 นั้น เป็นที่รู้กันว่ามัน "ครึ่งๆ กลางๆ" มากมาย อย่างเช่น File explorer ที่ยังคงขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะมาหลายปี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไป ในปลายปี 2018 นี้กับ Windows 10 v1809, Office 365, Outlook web app เป็นอย่างไรบ้างเรามาดูกันดีกว่าครับ

Windows Explorer Dark mode


ใน Windows 10 v1809 นี้ หากเราตั้งค่าให้ Windows 10 ของเราเป็น dark mode >อ่านวิธีที่นี่< Windows จะเปลี่ยน File explorer ของเราให้เป็น Dark mode อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผมได้ลองใช้แล้วพบว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับ version แรก ไอคอนต่างๆ และตัวอักษรมองเห็นได้ชัดเจน (เรื่องนี้สำคัญมาก dark mode ที่ไม่ดีจะปวดตากว่าเดิม) แต่ยังรู้สึกว่าเป็น dark mode ที่ 'too colourful' ไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับ dark mode ในส่วนอื่นๆ ของ Windows

Office 365 Black theme


หากใครใช้ Office 365 คงได้รับ update นี้กันไปแล้วนะครับ เป็น version ใหม่ (ผมเข้าใจว่ามัน คือ Office 2019 - หากผิดท้วงติงได้เลยครับ) ซึ่งมี Home page ใหม่ที่ดูง่ายขึ้น และ optimised ให้เหมาะกับ touch screen มากขึ้นอีกด้วย ส่วนตัวผมคิดว่า Dark mode (เรียกว่า Black theme ครับ) นี้ทำออกมาดีมาก เพราะทำออกมาเป็นสีเข้มมาก และตัวอักษรสีขาว บวกกับ theme สีเอกลักษณ์ตามโปรแกรมนั้นๆ เช่น Word สีน้ำเงิน Excel สีเขียว Powerpoint สีส้ม เป็นต้น



ใช้แล้วติดใจจริงๆ ครับ อ้อ เวลาใช้ผมจะไปปรับพวก page colour ให้เป็นสีเข้มๆ ด้วยนะครับ จะได้ไม่แสบตาเฉพาะจุด หากต้องส่งไปเป็นพื้นหลังสีขาวค่อยเอกออกทีหลัง
  
Outlook web app Dark mode


 อีกหนึ่ง Dark theme ใหม่ จาก Outlook.com นะครับ ซึ่งปัจจุบันคนที่ใช้ Windows 10 น่าจะมี Microsoft account กันแล้ว (ถ้ายังไม่มี ผมแนะนำให้มีนะครับ และการใช้ Outlook ก็เป็นทางเลือกที่ดี ยิ่งถ้าใช้ Office 365 แล้ว จะได้ Outlook.com premium ด้วยครับ)

ใน Outlook.com ใหม่นี้ เราสามารถ setting ให้เป็น dark mode ได้ครับ ซึ่งทำออกมาได้สวยและกลืนกับ Office 365 ใหม่มากๆ สงสัยว่าจะเป็นทีมเดียวกัน สิ่งที่ผมชอบมากที่สุด และมันสร้างความแตกต่างเลยจริงๆ คือ reading panel ที่ก็เป็น dark theme ด้วย แหม มันช่างสบายตาเสียจริง

หมายเหตุ... นี่เป็นประสบการณ์จากความชอบ dark mode ส่วนตัวของผมเอง ^^ ใครมีความคิดเห็นอย่างไร แชร์ไว้ได้นะครับ

Wednesday, 5 December 2018

ขอให้ทำกันแบบนี้ทุกแบรนด์ - ความป๋าในการดูแลลูกค้าของ Surface Thailand


สวัสดีครับ วันนี้ผมจะขอมาแบ่งปันเรื่องราวดีดีที่ผมได้ไปรับทราบมาจากเพื่อนในกลุ่ม Facebook นะครับ เป็นเรื่องที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างของหลายๆ แบรนด์ในการดูแลลูกค้าในเมืองไทย เรียกว่าแชร์ความดีแล้วกันครับ โดยการเอาเรื่องราวมาลงนี้ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามเจ้าของเรื่อง แต่เจ้าตัวได้อนุญาตให้ผมเอาเรื่องราวมาเผยแพร่แล้วนะครับ


ปัญหาของ Surface Pro 4 ที่พบในครั้งนี้ คือ การที่แบตมันบวมดันหน้าจอออกมาครับ ในรูปด้านบน คือในวันที่สังเกตเห็นครั้งแรก และบวมขึ้นเร็วมาก ในวันต่อมา กลายเป็นแบบด้านล่างครับ


เจ้าของเครื่องก็เป็นกังวลมากนะครับ เพราะเครื่องใช้มาเกือบสามปี เลยระยะเวลาประกันมานานแล้ว หากทางผู้ผลิตจะไม่รับผิดชอบใดๆ ก็คงไม่แปลกอะไร อย่างไรก็ตาม มีเพื่อนๆ ในกลุ่ม Facebook Surface Thailand ได้บอกให้ลองติดต่อ Surface support ของทาง Microsoft Thailand ดู ซึ่งผมต้องให้เครดิตตรงนี้ด้วยครับ

ซึ่งแน่นอน ทางเจ้าของเครื่องก็ได้รีบติดต่อไปทาง Surface support Thailand แล้วก็ได้รับบริการที่คาดไม่ถึง ตามรูปเลยครับ


  • ไม่มีให้เจ้าของเครื่องต้องรอการตรวจสอบ ไม่ต้องมีการเอาเครื่องเก่ากลับไปตรวจสอบก่อน (เข้าใจว่าเป็นเฉพาะในกรณีนี้นะครับ หลายเคสยังคงต้องมีการส่งเครื่องกลับไปตรวจสอบครับ)
  • Surface support ของทาง Microsoft Thailand ได้จัดส่งเครื่องใหม่มาให้ทันที บริการไวมาก
  • เครื่องเก่า... ไม่เอาคืนแล้ว...
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

และเจ้าของเครื่องก็ได้เครื่องเคลมมาใหม่แบบในรูปด้านล่างนี้นะครับ


ทั้งหมดนี้ ผมต้องการจะแชร์ว่า บริการดีๆ แบบนี้นั้น คนในต่างประเทศ อย่าง อเมริกา ยุโรปตะวันตก เขาได้รับบริการแบบนี้กันจนเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัญหากับแบตเตอรี่ ซึ่งผมต้องให้เครดิต Surface team ที่นำเอาบริการแบบนี้เข้ามาในประเทศไทย ขอให้รักษาความดีแบบนี้ไว้นานๆ ด้วยนะครับ

จากผมนะครับ... ประสบการณ์การเคลมของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นกับปัญหาของเครื่องนั้นๆ นะครับ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจเช็คนี่ ถ้าไม่ตรวจเช็คเลยนี่ผมก็คิดว่ามันก็เกินไป แต่เคสนี้นี่มันอาจจะอันตรายขณะขนส่งด้วยซ้ำ ดีแล้วที่เค้าตัดสินใจแบบนี้