Search this site

Wednesday, 4 March 2020

ก่อนซื้อ Surface Pro X - เช็คว่าแอพที่เราใช้นั้นเป็น 32 bit หรือ 64 bit


การที่ Microsoft ทำตลาด Surface Pro X ที่เป็น Windows 10 on ARM นั้น เหมือนจะเป็นการทำให้ตลาดนี้ถูกปลุกขึ้นมาอย่างหนักหน่วง เพราะ Surface Pro X นั้นมาด้วย form factor ที่น่าใช้งานเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะซื้อ Surface Pro X มาใช้งานนั้น ผมแนะนำว่า จะต้องมีการบ้านเยอะๆ เพื่อให้มั่นใจว่า Surface Pro X และ Windows 10 on ARM นั้น ตอบโจทย์การใช้งานของเราจริงๆ

(สามารถอ่านเพิ่มเติมเพื่อทำความรู้จักกับ Surface Pro X ได้ที่นี่
Part 1  Part 2
และสามารถอ่านเพิ่มเติมเพื่อทำความรู้จักกับ Windows 10 on ARM ได้ >> ที่นี่ <<)

ARM Architecture and Backward (x86) Compatibility



เนื่องด้วย ARM เป็นสถาปัตยกรรมที่ต่างไปจาก สถาปัตยกรรม x86 ดั้งเดิม ทำให้ app ต่างๆ ไม่สามารถเรียกหาชุดคำสั่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อสถาปัตยกรรม x86 ได้ ทำให้จริงๆ แล้วต้องมีการพัฒนาแอพทั้งหมดใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย แม้ว่าจะเป็นการนำพาจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ก็ตาม เห็นได้จากโปรเจคระบบปฏิบัติการต่างๆ ที่ไม่รองรับ x86 app ของ Microsoft นั้น จบไม่ค่อยสวยสักโปรเจคเดียว ระบบปฏิบัติการที่ไม่มีแอพนั้น ยังไงก็ไปไม่รอดครับ

ทางออกเดียวของ Microsoft ก็คือต้องพยายามให้ระบบปฏฺิบัติการใหม่ของตน (ในที่นี้คือ Windows 10 ARM) สามารถรัน Windows apps ที่มีมากมายอยู่แล้วในปัจจุบัน ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรียกว่า OS ใหม่นี้จะต้อง backward compatible กับแอพเก่าๆ ที่เขียนขึ้นมาเพื่อสถาปัตยกรรม x86 ด้วยนั่นเอง 

การจะรันแอพที่พัฒนามาคนละสถาปัตยกรรมนั้น เป็นไปได้ยากมาก แต่ Microsoft เองก็ได้นำเทคโนโลยี WoW (Windows on Windows) มาสร้าง x86 emulation layer ขึ้นมา ซึ่งตอนแรก Intel ที่เป็นเจ้าของ x86 patent ก็ออกมาขู่ฟ่อๆ ว่าจะฟ้องให้หมดทุกคน แต่ในท้ายที่สุดเข้าใจว่าไม่สามารถฟ้องได้เพราะ Microsoft ก็ได้ดูลู่ทางมาอย่างดีแล้วนั่นเอง

ขึ้นชื่อว่า Emulation แล้ว ยังไงมันก็จะต้องมีปัญหาที่สำคัญคือ ประสิทธิภาพที่ลดลง ทำให้ x86 app ที่รันบน emulation layer ของ Windows 10 ARM นี้ จะมี performance hit ประมาณนึง เมื่อเทียบกับแอพที่พัฒนามารองรับ ARM64 โดยเฉพาะ

X64 app Limitation



อย่างไรก็ตาม x86 emulation layer นี้ จะไม่สามารถใช้กับ x64 app หรือแอพ 64 bit ได้ เนื่องจากปกติแล้ว ไอ้เจ้า x64 app มันก็รันบน WoW อยู่ก่อนแล้วนั่นเอง (หรือไม่ก็พอสร้าง emulator แล้วมันรันได้แย่มากก็เป็นได้)

ดังนั้น หากใครก็ตามที่จำเป็นต้องใช้แอพที่มีเฉพาะรุ่น 64 bit (x64) แล้วล่ะก็ Windows 10 ARM ณ วันนี้ถือว่าไม่ตอบโจทย์ครับ โดยแอพดังๆ ที่มีเฉพาะ 64 bit ก็อย่างเช่น Adobe Lightroom, Adobe Premire Pro, Sony Vegas เป็นต้น

เช็คว่าแอพที่เราใช้นั้นเป็น 32 bit หรือ 64 bit



อย่างไรก็ตาม รายการของแอพที่มีเฉพาะ 64 bit นั้น ไม่มีทางเลยที่จะเขียนบทความให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้งหมด ดังนั้น การตรวจเช็คแอพที่ตนเองใช้ (และยังจำเป็นต้องใช้) ว่าเป็น 32bit/ 64bit จะช่วยให้การตัดสินใจของเราง่ายขึ้นก่อนจะกดซื้อ Surface Pro X กันนะครับ จริงๆ แล้วมันมีหลายวิธี แต่ผมคิดว่าวิธีด้านล่างนี้ชัดเจนที่สุด

หากแอพไหนของเราขึ้นว่าเป็น 64 bit สิ่งที่ต้องทำก่อนถอดใจก็คือ เช็คในเว็บนะครับ ว่ามันมีเวอร์ชั่น 32 bit หรือไม่ เพราะบ่อยครั้งแอพมันมี 2 เวอร์ชั่น แค่เราลงเวอร์ชั่น 64 bit ไว้เท่านั้นเอง

วิธีการนี้ผมปรับปรุงมาจากที่นี่นะครับ: >> Link <<

การเช็คแอพว่าเป็น 32-bit หรือ 64-bit โดยใช้ Task Manager

ก่อนอื่นต้องทำการ run app/ programme ที่ต้องการตรวจสอบนั้นขึ้นมาก่อนนะครับ

จากนั้นคลิกขวาที่ Taskbar แล้วเลือก Task Manager จะเห็นหน้าจอตามนี้ครับ



กดที่ More detail เพื่อให้แสดงผลรายละเอียด จากนั้นกดไปที่แท็บ Details 

ในแท็บ Details ตอนนี้เราจะยังไม่เห็นข้อมูลเรื่อง 32/64 bit นะครับ เราต้องทำการเรียกดูข้อมูลเสียก่อน โดยคลิกขวาที่คอลัมน์ "Name" แล้วเลือก "Select column"


ในหน้าต่างใหม่ที่เปิดขึ้นมานั้น ให้เลือก "Platform" จากนั้นกด "OK"


เพียงเท่านี้ Task Manager ก็จะแสดงผลว่าแอพแต่ละแอพที่เราเปิดขึ้นมานั้นเป็น 32/64 bit



หวังว่าบทความวันนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ ในบทความต่อไป วันนี้ลาไปก่อน เจอปืน สวัสดีครับ

Sunday, 10 November 2019

ทำความรู้จักกับ Surface Pro 7


Surface Pro 7 นั้น เป็นสมาชิกใหม่ (ที่คุ้นเคย) ของ Microsoft Surface Line ที่เริ่มวางขายใน US ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ Surface Pro 7 กันดีกว่าครับ (ผมขออนุญาตไม่ลงตาราง Product spec นะครับ หากันได้อยู๋แล้วแหละเนอะ จะเขียนถึงแหละครับ แต่ไม่ทำเป็นตารางให้ เพราะมีอยู่แล้วเต็ม internet ครับ)

การจะทำความรู้จักกันนั้น ก็ต้องเริ่มจากวีดีโอเปิดตัวกันก่อนเลย



More from the Pro you know

คนที่ผมรู้จัก โดยเฉพาะเพื่อนต่างชาตินั้น เรียก Microsoft Surface ว่าเป็น Top of the Line of Windows Machine ผมเองเห็นด้วยกับคำนี้อย่างจริงจัง และคิดว่า Surface Product นั้น จะมาพร้อมคุณภาพที่ทุกคนต้องเหลียวมองอย่างจริงจัง

แม้ว่าเปิดตัวมาแทบจะไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมเลย แต่นั่นเพราะ theme ของ Surface Pro 7 นั้น คือ Surface Pro ที่เราคุ้นเคย แต่แรงขึ้น พร้อมใช้ตลอดเวลา และทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น อะไรที่เหมือนๆ เดิม ผมจะขอข้ามไปนะครับ
ลองดู Surface ใน Lazada

แต่จะมีอะไรบ้างนั้น... เราไปดูกันเลยครับ

I/O เดิมที่เจ๋งขึ้น และ I/O ใหม่สารพัดประโยชน์



Surface Pro 7 นั้นมาพร้อม Surface Connect+ port, USB type C (3.1 gen 2), microSD card slot และ USB type A โดยที่แถมหัวชาร์จแบบ Surface Connect มาด้วย ซึ่งจะทำให้เราสามารถชาร์จไปและใช้งาน USB-C ไปด้วยพร้อมกันได้ และยังรองรับการชาร์จผ่าน USB-C ก็ได้อีกด้วย เผื่อไม่อยากพก Charger หลายๆ อัน (แต่ USB-C charger ต้องรองรับ Power Delivery Standard นะครับ)

ส่วน USB-C นั้น นอกจากใช้ชาร์จแล้ว ก็ยังใช้งานได้สารพัดตามประสา USB-C ไม่ว่าจะเป็น storage, display, Ethernet, etc. สารพัดประโยชน์มากๆ ครับ

Surface Pro 7 นั้นเป็นเพียง Surface หนึ่งเดียวที่เปิดตัวมารอบนี้แล้วยังมี microSD card slot อยู่ ซึ่งการมี MicroSD card slot ใน Surface Pro/ Go นั้นสำคัญมากสำหรับในการที่จะใช้เพิ่ม storage ให้กับตัวเครื่องในราคาไม่แพงนะครับ ถ้าบางคนชอบใช้ microSD card แบบผมก็คงจะเข้าใจ

Quad-core 10th gen Intel Processor 



สำหรับ CPU นั้น Surface Pro 7 จะมาพร้อมกับ 10th gen Core i3, i5 และ i7 จาก intel ซึ่งเมื่อดูสเปคอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า Surface team เลือกใช้ chip ที่แรงน้อยกว่า 10th gen Core i5 และ i7 ที่อยู่ใน Surface Laptop 3 เล็กน้อย ซึ่งแม้จะทำให้มีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าอยู่สักหน่อยแต่ก็สามารถทำให้รุ่น Core i5 นั้น เป็น passive cooling หรือ "ไม่มีพัดลม" นั่นเอง

การไม่มีพัดลมนี้มันดียังไง? เพื่อนๆ ที่อ่านบทความที่ผมเขียนเรื่อง "ฝุ่น คือ ศัตรู" ใน Surface Laptop 3 part 2 แล้วน่าจะถึงบางอ้อ ว่าผมคงแนะนำรุ่น Core i5 แน่ๆ... ก็ตามนั้นครับ ผมเกลียดฝุ่น... โดยเฉพาะฝุ่นในเครื่องที่ถอดทำความสะอาดไม่ได้



สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ การที่ 10th gen Intel chips นี้ มีประสิทธิภาพที่สูงมาก ถ้าจะพูดให้ฟังง่ายๆ แบบไม่ซับซ้อนก็คือ Core i5 ใน Surface Pro 7 นั้นแรงกว่าเร็วกว่า Core i7 ใน Surface Pro 6 เสียอีก ดังนั้น Core i5 ที่มาพร้อมกับ Iris Plus Graphics ก็จะยิ่งแรงหนักเข้าไปอีกครับ แรงกว่า UHD 620 ใน Pro 6 เป็นเท่าตัวครับ
ลองดู Surface ใน Lazada

รองรับ WIFI 6 มาตรฐานแห่งอนาคต

การที่ Surface Pro 7 นั้นใช้ 10th gen intel chip นั้น ก็จะทำให้รองรับ WIFI 6 & Bluetooth 5.0 ซึ่งมาตรฐานใหม่ทั้งสองนี้ ได้ถูกเพิ่มเข้ามาใน Smartphone รุ่นใหม่ๆ กันบ้างแล้ว ซึ่งมันจะทำให้ Surface Pro 7 สามารถทำงานกับอุปกรณ์ใหม่ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร้ที่ติ

ไว้ถ้าผมมีเวลาจะมาเขียนเรื่อง WIFI 6 ให้อ่านกันนะครับ

Studio microphones เสริมความดีงามให้ video call



สำหรับแฟนๆ Surface Pro นั้น น่าจะคุ้นเคยกันดีกับ web cam ที่สามารถถ่ายวีดีโอที่ความละเอียด Full HD (1080p) ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ซึ่งเมื่อเทียบกับ laptop ด้วยกันแล้วนับว่า ดีกว่า 720p ใน laptop ต่างๆ มาก (Macbook ก็ให้มาแค่ 720p นะครับ) ใครที่เคย video call (เช่น skype หรืออื่นๆ) ผ่าน Surface Pro น่าจะทราบกันดีนะครับ

Surface Pro 7 นั้น มาพร้อมกับ Far field studio microphones 2 ตัวที่จูนมาสำหรับ video call โดยเฉพาะ ทำให้เสียงชัด แม้จะยืนพูดห่างๆ จากตัวเครื่องก็ตาม ซึ่งนี่จะทำให้ Surface Pro 7 จะยังคงเป็นผู้นำในเรื่อง video call ต่อไปยาวๆ (เทียบเคียงกับ Pro X แล้วกันครับ)

Keyboard ที่ดีที่สุดในตระกูล 2-in-1



หนึ่งใน Unique Selling Point ของ Surface Pro ก็คือ การมีคีย์บอร์ดที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนอง และ key travel ที่เหมาะสม และใน Pro 7 นี้ก็ยังมาพร้อมกับ Scissors switch backlit keyboard ที่จะมอบประสบการณ์ในการพิมพ์ที่ยอดเยี่ยม อ้อ... มีคนลองใช้แล้วบอกว่ามันเงียบขึ้นด้วยนะครับ

Keyboard นี้ ใครเคยใช้พิพ์งานแบบจริงจัง จะทราบว่า มันดีมากจริงๆ พวก 2-in-1 อื่นๆ เทียบไม่ติดเลย ยิ่งเทียบกับ iPad keyboard ยิ่งแล้วใหญ่ ใครเคยใช้คงจะพอเข้าใจ ผมไม่ไหวจะเคลียร์กับ iPad keyboard จริงๆ นะครับ

Instant On เปิดปุ๊บเข้าปั๊บ ใช้งานต่อได้ไม่ต้องรอ



Surface team นั้น ประสบความสำเร็จในการทำให้ Intel chip ใน Surface Pro 7 นั้น สามารถมีคุณสมบัติในรูปแบบเดียวกับ Smartphone อย่างหนึ่ง คือ Instant On 

ซึ่งลักษณะการใช้งานนี้จะคล้ายกับ Surface Pro X และ Smartphone ทั้งหลาย คือ "ไม่ต้อง shut down" อีกต่อไป แค่ปิดหน้าจอ (sleep) ไว้ก็พอ และเมื่อเปิดเครื่องออกมา Windows จะเปิดหน้าจอกลับขึ้นมาและทำการปลดล็อคด้วย Windows Hello ทันทีโดยเราไม่ต้องทำอะไร

มันช่างเหมาะกับคนยุคใหม่เสียจริง ^^~

Surface Pro ที่เพอร์เฟค ก่อนที่จะ major change ในปีหน้า



สำหรับผมแล้ว นี่คือ Surface Pro ที่ผมกล้าบอกได้เลยว่ามันเพอร์เฟคที่สุดแล้ว สำหรับการนำมาใช้เป็น Ultrabook/ notebook replacement เพราะมันมีมาให้ครบทั้ง USB-C, Instant On, WIFI 6, 10th Gen Intel CPU ที่ซื้อมาแล้วไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
ลองดู Surface ใน Lazada

ซึ่งนักวิเคราะห์ในต่างประเทศคาดกันว่า นี่จะเป็นรุ่นสุดท้ายที่จะมาในรูปลักษณ์แบบนี้ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นรูปลักษณ์ที่คล้ายกับ Surface Pro X ในปีหน้าครับ

วันนี้พอเท่านี้ก่อนครับ ไว้ผมจะหาเวลามาสรุป Performance ของ Surface Pro 7 ให้อ่านกันนะครับ

Friday, 8 November 2019

ทำความรู้จักกับ Surface Laptop 3 - 13.5" & 15" part 2

สวัสดีครับ วันนี้มาต่อกันกับการทำความรู้จัก Surface Laptop 3 กันนะครับ ต้องแบ่งเป็นสองตอนอีกแล้ว เพราะมันก็มี features ที่น่าสนใจไม่น้อย ทำให้จะรวมไว้เป็นหน้าเพจเดียวก็จะดูยาวเกินไป เอาเป็นว่า สามารถหาอ่าน part 1 ได้ที่นี่นะครับ

>>ทำความรู้จักกับ Surface Laptop 3 Part 1<<

ว่าแล้วก็เริ่มกันต่อดีกว่าครับ ว่ายังมีอะไรเด็ดๆ อีกบ้าง

เลือกขนาดหน้าจอ 13.5" และ 15"



Surface Laptop และ Surface Laptop 2 นั้น จะมีแต่รุ่น 13.5" เท่านั้น แต่ใน Surface Laptop 3 นั้น จะมีรุ่น 15" เข้ามาเป็นตัวเลือกด้วย โดยยังคงคอนเซ็ปท์เหมือนเดิมนะครับ คือ เป็น Vanilla ultrabook experience โดยไม่ได้มี dedicated GPU เข้ามาเกี่ยวข้อง


ส่วนตัวผมแล้ว คิดว่า 15" นั้นใหญ่เกินไป แต่มันก็จะเหมาะอย่างยิ่งกับงานหลายๆ อย่างที่ต้องเปิดมากกว่า 1 หน้าต่าง พร้อมๆ กันนะครับ เพราะมีพื้นที่ทำงานเพิ่มขึ้นเยอะเลย สำหรับความแตกต่างของรุ่น 15" นั้น ผมได้สอดแทรกเอาไว้เป็นหมายเหตุตลอดบทความอยู่แล้วนะครับ
ลองดู Surface ใน Lazada

ซ่อมได้แล้วจ้า กับ Modular design

ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญไม่น้อยสำหรับคนที่คิดจะซื้อ Laptop มาใช้ เพราะผมเอง เวลาจะเลือก laptop ก็มักจะพิจารณาว่าเราจะ maintenance มันได้ยังไง

**ฝุ่น คือ ศัตรู**

นอกเรื่องนิดครับ... เนื่องจากว่า Laptop ทั้งหลายนั้นมีพัดลม ซึ่งจะนำพาฝุ่น (ที่มีอยู่มากมายในเมืองไทย) เข้าไปเกาะติดอยู่ภายในเครื่องของเรา แบบเดียวกับแอร์และพัดลมที่บ้านของเรานั่นแหละครับ แค่ปีเดียวแค่นั้น ฝุ่นที่เกาะอยู่จะทำให้พัดลมหมุนได้ช้าลง พอพัดลมทำงานได้แย่ลง Thermal solution ของเครื่องเราก็จะพังลง เกิดอาการ Thermal throttle ลดความเร็ว CPU ฮวบฮาบๆ (inner กำลังมาเต็มครับ 555)

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เขียนเกี่ยวกับ Surface Laptop/ Surface Laptop 2 แต่เขียนถึง Surface Laptop 3 นั่นก็เพราะ รุ่น 1 และ 2 นั้นมันถอดมาทำความสะอาดไม่ได้นั่นเองครับ ไม่ว่าเราจะทำเอง หรือเอาไปให้ช่างที่ไหนทำก็ไม่ได้ แม้รูปลักษณ์จะสวยเพียงใด ผมก็ทำใจรักมันไม่ลง

ส่วนทำไมถึงไม่เขียนว่า "ไม่แนะนำ" นะหรือครับ? นั่นก็เพราะตัวผมเองปกติถ้าไม่สนใจแล้ว ก็จะไม่สนใจเลย ไม่อยากเขียนเกี่ยวกับมันนั่นล่ะครับ (เว็บนี้เป็นงานอดิเรก ผมเองจะมีแรงทำเฉพาะสิ่งที่ผมสนใจเท่านั้นแหละครับ)

ส่วน Tablet ผมจะมีความคาดหวังที่ต่างออกไป เพราะปกติ Tablet มันก็แกะไม่ได้อยู่แล้ว และ life expectancy ของ tablet ก็น้อยกว่า laptop อยู่พอสมควร ผมเลยเขียนเกี่ยวกับ Surface Pro อยู่บ้าง แต่ที่เขียนละเอียดๆ เลยคือ Surface Go ซึ่ง "ไม่มีพัดลม" ด้วยเหตุผลดังที่ว่าไปแล้ว



แต่เมื่อวันนี้ Surface team สามารถออกแบบ Surface laptop 3 ให้สามารถ "maintenance ได้" โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์และความสวยงามอีกต่างหาก... ผมจึงขอ "ซูฮก" และ "Respect!" มา ณ ที่นี้

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญเมื่อ Panos Panay แกะเครื่องโชว์กลางเวทีเลยว่า Keyboard deck นั้นสามารถแกะออกได้ เพียงแค่เราไขน็อต 4 ตัวที่แอบอยู่ใต้ยางกันลื่นเท่านั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้ทาง iFixit.com ก็ได้คอนเฟิร์มแล้วว่า หลังจากเอาน็อตออกแล้ว keyboard deck นั้นยึดติดอยู่กับตัวเครื่องด้วยแม่เหล็กเท่านั้น ไม่มีกาวใดๆ



ไฮไลท์ที่ตามมาก็คือ NVME SSD นั้น สามารถถอดออกได้แล้วครับ และแม้ว่า Microsoft จะบอกว่า ไม่อนุญาตให้เราเพิ่มขนาด SSD ได้เอง แต่ออกแบบมาให้แกะ SSD ได้เพื่อให้ลูกค้าองค์กรสามารถแกะ SSD ซึ่งมีข้อมูลความลับของบริษัทฯ ออกก่อนขาย/ ซ่อมได้ แต่ก็มีคนลองแล้ว ว่ามันก็สามารถซื้อ SSD เพิ่มขนาดมาใส่เองได้

สำหรับการซ่อมแซมส่วนอื่นๆ นั้น ได้รับการยืนยันจากเจ้าพ่องัดแงะอย่าง ifixit.com ว่ามีส่วนประกอบเป็น modular ในหลายๆ ส่วน ไม่ได้เชื่อมทุกอย่างเอาไว้บน mainboard เหมือนแต่ก่อน เว้นแต่ RAM ที่ยังเชื่อมอยู่

Studio microphones และ Omnisonic speakers



สำหรับแฟนๆ Surface laptop นั้น น่าจะคุ้นเคยกันดีกับ web cam ที่แม้จะถ่ายวีดีโอได้ที่ความละเอียด HD (720p) เหมือนกับ laptop ด้วยกันแล้ว แต่มีคุณภาพของวีดีโอที่ดีกว่า 720p ใน laptop ต่างๆ มาก (Macbook ก็ให้มาแค่ 720p นะครับ) ใครที่เคย video call (เช่น skype หรืออื่นๆ) ผ่าน Surface Laptop น่าจะทราบกันดีนะครับ

Surface Laptop 3 นั้น มาพร้อมกับ Far field studio microphones 2 ตัวที่จูนมาสำหรับ video call โดยเฉพาะ ทำให้เสียงชัด แม้จะยืนพูดห่างๆ จากตัวเครื่องก็ตาม ซึ่งนี่จะทำให้ Surface Laptop จะแพ้ในเรื่อง Video call ก็แค่กับ Surface Pro เท่านั้น



แต่สิ่งที่ Surface Laptop ทำได้ดีที่สุดในตระกูล Surface ด้วยกันก็คือการใส่ Omnisonic speakers เอาไว้ใต้ keyboard ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่ต้องเจาะรูตัวเครื่องแล้ว ยังสามารถใส่ driver ตัวใหญ่กว่าปกติเอาไว้ได้อีกด้วย ซึ่ง Surface laptop 3 นั้น ก็ยังนำเอาจุดเด่นนี้มาใส่ไว้เช่นกัน

หมายเหตุ มีบางคนพบว่า คุณภาพเสียงใน Surface Laptop 3 รุ่นที่มี Alcantara จะมีคุณภาพที่ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี Alcantara ซึ่งส่วนตัวผมเข้าใจว่า นั่นคือคุณสมบัติในการดูดซับเสียงของวัสดุที่มีพื้นที่ผิวมากกว่าอย่าง Alcantara นั่นเอง
ลองดู Surface ใน Lazada

การมาของ AMD Ryzen, Microsoft Surface Edition



สำหรับ Surface Laptop 3 รุ่น 15" ปกตินั้น ทาง Microsoft ได้เลือกใช้ชิพจากฝั่ง AMD โดยจะเป็น custom chips ที่เรียกว่า AMD Ryzen 5/7 Microsoft Surface Edition ซึ่งมีส่วนที่ต่างไปจากปกติ คือ การมีชิพกราฟฟิค Vega ที่แรงขึ้นกว่า Ryzen5/7 ปกติ



โดยสำหรับรุ่น Ryzen 7 นั้น จะมาพร้อมกับ AMD Radeon RX Vega 11 ซึ่งจัดเป็น best-in-class on board graphic ส่วนรุ่น Ryzen 5 นั้นจะมาพร้อมกับ AMD Radeon RX Vega 9

หากเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ CPU แล้วจะพบว่า Surface Laptop 3 รุ่น Ryzen 5, 7 นั้น จะมีประสิทธิภาพเท่าๆ กับ Intel Core i5, i7 ใน Surface Laptop 2 แต่สำหรับ GPU แล้ว Surface Laptop 3 รุ่น Ryzen 5, 7 นั้นจะมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า Iris plus ใน 10th gen intel chip นะครับ

ก็นับว่ามีข้อดีข้อด้อยที่ต่างกันไปนะครับ

แต่สำหรับใครที่อยากได้ Surface Laptop 3 รุ่น 15" ที่เป็น intel chip นั้น ในต่างประเทศ สามารถหาซื้อได้ในตามช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อลูกค้าธุรกิจนะครับ โดยราคาจะแพงกว่ารุ่นที่ใช้ชิพ AMD อยู่ประมาณ $100 ส่วนในประเทศไทยถ้านำเข้ามาขาย ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นรูปแบบคล้ายๆ กันนะครับ
ลองดู Surface ใน Lazada

เอาล่ะครับ วันนี้คงพอแต่เพียงเท่านี้ ไว้ผมจะหาเวลาเขียนสรุป performance ของ Surface Laptop 3 ไว้ให้อ่านกันนะครับ